เนื่องจากตัวนุ่มกะตัวแน่นได้รับประโยชน์เต็มๆ จากข้อมูลที่เหล่าเซียนท่องเที่ยวญี่ปุ่น แชร์ไว้บน internet
พอถึงคราวที่เราได้ไปเยือนกรุงโตเกียว ก็อยากจะแชร์ประสบกาณ์ ไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นเช่นกัน 
ขอแอบขอบคุณเบาๆ ท่านผู้ใจดีทั้งหลาย ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ 
 
 
ผม (ตัวแน่น) ได้ไปเที่ยวโตเกียวมา 3 หนครับ หนแรกน่ะเป็นความผิดพลาด เพราะเพื่อนชาวญี่ปุ่นพาไป
เลยไม่ได้เตรียมตัว ปรากฏว่าอยู่ๆ เพื่อนคนนี้หายตัวไป  ครั้งแรกในโตเกียวของผมจึงออกแนวเอาตัวรอดมากกว่า ไว้จะเล่าให้ฟังกันอีกที ส่วนครั้งที่ 2 ก็ไปในปีล่าสุด รวม 10 คน (กรกฎาคม 56) และครั้งที่ 3
ยังไม่จุใจก็ไปกับตัวนุ่มในสองเดือนถัดมา (กันยายน) รวมๆ แล้วก็อยู่ในโตเกียวนับรวมได้ราวๆ 25 วัน
ก็พอจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกะโตเกียวให้ใครๆ ฟังได้บ้างครับ
 
 
สิ่งที่สำคัญเมื่อผมวางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองก็เห็นจะมีอยู่สองอย่าง คือตั๋วเครื่องบิน กับที่พัก 
อย่างแรกขอไม่กล่าวถึงนะครับ แล้วแต่กำลังทรัพย์กับการวางแผน กระทู้นี้ผมอยากจะเล่าถึงที่พัก
ที่เคยได้ไปนอนในโตเกียว ซึ่งจริงๆ ก็เคยไปนอนแค่ 3 ที่เท่านั้นแหละครับ คือ Ikebukuro , Ueno
และ Shin Okubo ก็ขอกล่าวถึงอันที่อยู่นานที่สุดคือ Ikebukuro ซึ่งเราได้ไปนอนที่ 
 Sakura Hotel Ikebukuro นั่นเอง
 

 
Sakura Hotel Ikebukuro นั้นได้รับการ Recommend จากสหายผู้เชี่ยวชาญโตเกียวว่า เป็นโรงแรมที่
ราคาไม่แพง สะอาด อยู่ในย่านครื้นเครง และยังเดินทางท่องเที่ยวสะดวก เมื่อครั้งที่ตัวนุ่มตัวแน่นและ
ชาวคณะ 10 หน่วย ไปโตเกียว จึงรีบจองโรงแรมนี้โดยพลัน ถ้าเป็น Official Website ก็อันนี้เลย
http://www.sakura-hotel-ikebukuro.com/thai/
มีภาษาไทยซะด้วย! ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวไทยฉลองยกเลิกวีซ่าเป็นอย่างดี โตเกียวทริป 2 ครั้ง
ที่ผ่านมา ผมจองกับ Booking ได้ราคาดีที่สุด ยังไงเพื่อนๆ ลองเปรียบเทียบราคาหลายๆ เว็บดูนะขอรับ
เพราะบางช่วงจองกะโรงแรมยังถูกกว่าซะอีก

นอนที่นี่ดียังไง?
อันนี้ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่เป็นกลางนะครับ 

ดีข้อที่ 1.สะอาด ได้มาตรฐาน 

จากประสบการณ์ไม่ค่อยเจอโรงแรมในญี่ปุ่นที่สกปรกจนอยู่ไม่ได้ มีแต่เก่ากะใหม่เท่านั้น สำหรับซากุระ
ผมจัดว่าใหม่ เครื่องนอน ห้องน้ำสะอาดสะอ้าน ของใช้เปลี่ยนใหม่ทุกวัน ผมแอบแฮปชุดแปรงสีฟัน
ที่โกนหนวดมาหลายชุด น่าใช้เชียว


 
ดีข้อที่ 2.ห้องน้ำมีอ่าง 

สำคัญสำหรับผมมากเลยครับ ถึงแม้ว่าห้องน้ำของ Sakura Hotel นั้นจะเรียกได้ว่าเล็ก (ตามมาตรฐานห้องน้ำ
ในโตเกียว) แต่ก็ใช้ได้ครบถ้วน มีระบบล้างก้นอัตโนมัติสไตล์ญี่ปุ่นตามธรรมเนียม ตอนแรกก็คิดว่าอ่าง
คงไม่ได้สำคัญร้อก เหนื่อยๆ กลับมาคงอาบน้ำนอนอย่างเร็ว แต่ปรากฎว่าการนอนแช่น้ำร้อนช่วยให้หายปวดขาอย่างรวดเร็วมากกกก ระบบน้ำของญี่ปุ่นก็ดี ไหลแรงเต็มเร็ว อีกทั้งอ่างเล็กๆ แบบนั่งกลับทำให้คนพันธ์ขาสั้น
เช่นเรานั่งได้พอดีๆ สุดจะฟินอีกต่างหาก บางทีนั่งหลับไปเลย (ปกติอ่างใหญ่ตัวแน่นจะนั่งแล้วไหลอะ 55)
 

 
ช่วงที่นอนโรงแรมไม่มีอ่างแถวอุเอโนะ(nonsmoker hotel) ถึงแม้จะห้องน้ำใหญ่กว่า ไม่เตะโดนนู่นนี่
แต่ปรากฎว่าปวดขาไม่หาย นอนไม่ค่อยหลับ เลยเที่ยวไม่ราบรื่น เป็นเหตุผลติงต๊องที่สำคัญสำหรับ
ผมเองครับ

ดีข้อที่ 3.เดินทางสะดวก

การเดินจากสถานีจัดว่าไม่ได้ไกลมาก แต่ด้วยความที่สถานี JR Ikebukuro เป็นจุดศูนย์กลางขอ
รถไฟหลายๆ สาย ทำให้คนเดินในสถานีขวั่กไขว่วุ่นวาย ถ้าจะเหนื่อยก็เหนื่อยตรงเดินในสถานีนี่แหละครับ
หากต้องการเดินจากสถานีไปที่โรงแรม มี 2 ทางให้เลือกครับ

ทางแรก ถ้าอยากชมวิวบนถนน และไม่อึดอัดให้ออกทาง West Exit แล้วไปตามทางนี้นะครับ
ขึ้นมาจะเห็น McDonald's อยู่ตรงข้าม ด้านขวาจะเห็นร้านเหลือง Matsumoto กะ KFC ครับ

 
 
เลือกเดินได้สองทางขนานกัน ทางแรกเดินถนนใหญ่เลย ข้าง McDonald's
 
 
อีกเส้นนึงก็ไปทางขวามีถนนเล็กกว่าหน่อยนึง แต่ไม่ค่อยโดนแดด
 
 
ตรงมาเรื่อยๆ จนถึงแยกที่มีห้าง 0101 เราต้องเลี้ยวไปทางขวา
 
 
สังเกตว่าจะมีทางขึ้น Metro บริเวณนี้ ให้ข้ามมาเดินไปตามถนนฝั่งเดียวกับสถานี Metro
 
 
ตรงไปเรื่อยๆ เลยครับ เจอ Minimart ประมาณ 3 ร้านได้
 
 
พอถึงแยกไฟแดงใหญ่ที่มี Moriva Coffee ตรงมุมขวา ก็ข้ามถนนแล้วเลี้ยวซ้ายจ้า
 
 
ผ่าน 7-eleven อีก 1 ร้านแล้วเลี้ยวขวาตามพี่จักรยานไปเลย
 
 
ถึงแว้ว Sakura Ikebukuro มีตึก 2 ฝั่ง check-in ฝั่งขวา
 
 
ทางที่สอง ถ้าชอบเดินใต้ดิน เดินดูคนดูของในสถานี ให้หาทางเดินไปสายรถไฟ Fukutoshin 
จะเป็นเส้นทางเดียวกับการเดินไป Sakura Hotel ในทางใต้ดิน 

 
 
ยืมภาพจาก http://lexichronicles.wordpress.com/ นะครับ ไม่ค่อยได้ถ่ายที่สถานี เพราะคนเยอะ
แต่พอถึงทางเข้า Fukutoshin ก็ไม่ต้องเข้าไปนะครับ เดินตรงเลยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงทางออก C6 
ทางขวามือมีร้านป้าแอนอยู่ (ถ้ายังอยู่นะ) พอขึ้นมาข้างบนก็จะบรรจบทางไปด้านบนตรงข้อ 5 พอดี
* รถไฟ metro สาย Fukutoshin วิ่งขนานกับสาย Yamanote ตั้งแต่ Shibuya ถึง Ikebukuro 
เพื่อแบ่งเบาจาก JR และทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ (อ้างอิงจากหนังสือ "เซียนโตเกียว" คือว่า
ยังไม่ได้ลองไปเลยครับ เดินผ่านทุกวัน) 
 
 
ใกล้ๆ ทางออก C6 จะเป็นทางเดินสวยๆ ประมาณนี้จ้า ถ่ายรูปน่ารักดีนะ มีของขายประปราย
 
ส่วนการเดินทางไปเที่ยวที่อื่นก็สะดวกสบายด้วยความที่เป็นศูนย์กลางของรถไฟหลายสายอย่างที่กล่าว
และที่สำคัญการเดินทางไปสนามบินนาริตะด้วย NEX (Narita Express) สามารถไปสายตรงได้
ทั้งไปและกลับสะดวกโยธิน แต่ต้องเช็คเวลาซักนิดนะครับเพราะสายที่จะลง Ikebukuro ไม่ได้มี
ตลอดช่วงเวลา สามารถเข้าไปเช็คเวลาได้จากหน้า Web นี้ครับ
จาก Narita
http://jreast-shinkansen-reservation.eki-net.com/pc/english/common/timetable/e_nex_u/index.html
ไป Narita
http://jreast-shinkansen-reservation.eki-net.com/pc/english/common/timetable/e_nex_d/index.html
หรือถ้าเวลาไม่ได้จริงๆ สามารถไปลงชินจูกุแล้วต่อ YAMANOTE ไม่กี่สถานีเองครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมค่อนข้างเลิฟ NEX + SUICA ไปกลับในราคา 5500 เยนเอามากๆ รถไฟใหม่ๆ 
ปรับที่นั่งเข้าหากันได้ เห็นว่าเอาไว้หันหัวไปตามทางจะได้ไม่มึน แต่เราปรับเข้าหากันเมาท์มอยได้สนุกดี
 
 
 
เอากระเป๋าใหญ่ขึ้นลงง่าย มีที่เก็บกระเป๋าทุกโบกี้หรือจะไว้ชั้นบนหัวก็ได้ นับว่าสะดวกสบายจริงเชียว 
บวกกับบัตรสารพัดประโยชน์ SUICA ที่มีตังค์ 2000 เยน อู้ววว ชอบมวั่ก!

ดีข้อที่ 4.มีห้องให้เลือกหลากหลาย

ตอนจองโรงแรม ตัวแน่นมีความกังวลนิดหน่อยสำหรับห้องพักของคน 10 คน ประกอบด้วย 
4 คู่กับอีก 2 คนเดี่ยวๆ แต่ซากุระตอบโจทย์ได้ดี มีห้องหลากหลายแบบ

Single (นอนคนเดียว) 
ตัวแมนกะตัวหล่อมากันแบบโดดเดี่ยวจึงได้ทดลองห้องเดี่ยวกันไป แน่นอนก็คงต้องแพงกว่า
ชาวบ้านเค้า เพราะนอนคนเดียวไม่มีตัวหาร ดูจากรูปที่ได้จากห้องตัวแมนมา ก็พอจะมีที่เก็บกระเป๋า
อยู่บ้างนะ เตียงขนาด 134 ซม. นอนคนเดียวสบายๆ อัตราบน web อยู่ที่ 6,800 เยน
 
 
Economy Double (นอนสองคนเตียงเดียวเล็กๆ อบอุ่น) 
ตัวฮากะตัวง่วงนอนห้องประเภทนี้ เตียงค่อนข้างเล็กสำหรับคนสองคน แต่ทว่า 2 ตัวนี้มีความสามารถ
ในการนอนสูงมาก ถึงหมอนก็หลับ จึงไม่มีปัญหากับการนอนเตียงเล็กเท่าไหร่ เตียงขนาดเท่า Single 
อัตราบน web 9,000 เยน ตัวนิ่งกะตัวรั่วก็สมัครใจอยากนอนแนบชิดที่ห้องสไตล์นี้เช่นกัน
 
 
เอ่อ ทำไมเอาไปแขวนตรงแอร์ฟะ

Twin (เตียงสองชั้น) 
ตัวนุ่มกะตัวแน่นเลือกห้องนี้ เพราะตัวแน่นมีดัชนีมวลกายค่อนข้างมาก กลัวจะเบียดกันนอนไม่หลับ 
พอไปนอนจริงก็ไม่เลว ได้ความเป็นส่วนตัวเพื่อการพักผ่อน แต่ลำบากตัวนุ่มต้องปีน โดยเฉพาะวันที่
เดินมาหนักๆ ก็เกือบจะปีนไม่รอดเหมือนกันนา ตัวเตียงจะแคบหน่อยและพื้นที่ในห้องแคบกว่า
ห้องแบบข้างบน แต่มีพื้นที่ใต้เตียงมาเก็บกระเป๋าแทน วันไหนของเยอะก็เตะๆ เข้าใต้เตียงสบายใจ
อัตราบน web เท่ากันที่ 9,000 เยน
 
 
Standard Double (สองคนเตียงเดียวใหญ่ๆ)  
ตัวรวยกะตัวเอ๊งซึ่งเป็นคู่กระเป๋าตุงเอาห้องนี้ไป เตียงใหญ่หน่อย 140 ซม. พื้นที่เยอะ 
มีโซฟาพักผ่อน และยังมีบริเวณให้นั่ง Party ได้ (จริงๆก็ไม่ควรนะ ที่มีอยู่แค่นั้น) 
ไม่มีรูปห้องให้เห็นเล้ย ถ่ายไม่ทัน โดนจัด Party ไปแล้ว 
ราคาบน Web 11,000 เยน ดูรูปบน Official web เอานะครับ

 
 
Japanese Room (ห้องแบบญี่ปุ่นนอนได้ 3-4 คน เป็นแบบปูฟูกนอนพื้น) 
ตอนแรกตัวฮาจะชวนนอนห้องนี้ เปลี่ยนประสบการณ์ ฟังดูสยิวชอบกล สรุปราคามันแพง 
ไม่เอาดีกว่า 16,500 เยน/3 คน  , 20,000เยน/4คน

Family Room (รวมเตียง Double กับเตียงสองชั้นเข้าไปด้วยกัน) 15,000 เยน/3 คน  , 18,000เยน/4คน
ทุกแบบที่กล่าวมามีห้องน้ำในตัว โถส้วมอัตโนมัติทันสมัยและอ่างอาบน้ำ 
และสำหรับคนงบน้อยยังมี Dorm แบบห้องน้ำรวม เรียกได้ว่ามีให้เลือกทุกระดับประทับใจกันไปเลย
 
 
ดีข้อที่ 5.มีห้าง และสิ่งบันเทิงอยู่รอบๆ มากมาย

แค่ห้าง TOBU SEIBU ที่ติดกะสถานียังเดินได้ไม่ทั่วเลยครับ อาหาร ขนม ที่ขายทั้งสองห้างนี้อลังการมาก
เลือกกินไม่ถูกเลย 
 
 
มัวแต่ตะลึง ไม่ค่อยได้ถ่าย  ขอ confirm ว่าอลังจริงๆ เคยดั้นด้นไปที่ Tokyo Food Show ที่ shibuya 
แต่พอกลับมาดูที่นี่ก็ขำเลย โถอยู่ใกล้โรงแรมดันไม่ได้มาเดิน
 
 
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นนาฬิกาตรงห้าง SEIBU design เก๋มาก

ร้านอาหารในดวงใจเราที่ต้องกินทุกครั้ง อยู่บนชั้น 8 ห้าง SEIBU คร้าบ   ก็คือร้าน Midori หรือ
ซูชิไอแพดนั่นเอง (มันเป็นตัวคันจินะครับ ตอนแรกหาไม่เจอ แต่ถ้าเห็นคนต่อคิวก็จะรู้เลยครับ) 
เท่าที่กินซูชิรอบๆ โตเกียวทั้งถูกทั้งแพง ตัวนุ่มกะตัวแน่นอินเลิฟร้านนี้ที่สุดแล้ว ราคาไม่แรงมาก 
ซูชิสด อร่อย และมีให้เลือกเยอะจริงๆ  
ให้ชมไว้นิดๆ หน่อยๆนะครับ ผมชอบอีหอยนี่มากเลย เอ๊ะไม่ได้พูดหยาบใช่มะครับ
 
 
 
 
ปลาสดชิ้นใหญ่ ฟาดคางเลย 55 

 
 
สิ่งที่สะดวกคือ ถ้าอยากได้อันที่ไม่ลอยผ่านหน้า ก็กดไอแพดเลือกซูชิที่ต้องการ (มีภาษาอังกฤษ) 
ซักพักก็มีเสียงปี๊ดๆ ซูชิที่เราเลือกก็ลอยมาบนสายพานทางด่วน (ชั้นบน) เอาจานเราลงแล้วก็กดปุ่ม 
มันก็จะเด้งกลับไป ตอนแรกก็ไม่รู้ต้องทำไงเหมือนกัน แต่เห็นลุงคนญี่ปุ่นโต๊ะตรงข้ามกดปุ่มก่อนหยิบ 
เลยเอาไม่ทัน 555

 
 
บริการนี้สะดวกนักท่องเที่ยวที่พูดญี่ปุ่นไม่ได้ยิ่งนัก เพราะบางร้านซูชิออกมาแต่แบบแพงๆ ไอ้อันถูกๆ 
เราก็สั่งไม่เป็น เช็คบิลที่หน้ามืดเลย สำหรับร้านมิโดรินี้ถ้าใครมีเพื่อนไม่กินปลาดิบอย่างตัวง่วง
ก็สามารถเข้าไปกิน ไข่หวาน กุ้ง เทมปุระ มันฝรั่ง ไอติม ซุป และอีกมากมาย แถมเช็คบิลก็แยกกันได้ 
ไม่ต้องลำบากใจ
 
 
แต่ถ้าใครพอกล้อมแกล้มภาษาญี่ปุ่นได้บ้าง ก็อาจจะชอบโซนที่ไม่ใช้ไอแพด เพราะจะได้ปฏิสัมพันธ์
กะคนปั้นซูชิ โดยการเขียนตัวคันจิของซูชิที่สั่งบนกระดาษ สามารถคัดลอกจากเมนูที่อยู่ใกล้เราได้นะครับ

 
 
ช่องที่สองน่าจะเป็นจำนวน ส่วนช่องหลังรู้สึกว่าจะเป็นให้เลือกว่าใส่วาซาบิหรือไม่ใส่ (มั๊งครับ)
อ่านไม่ออก ใครมีความสามารถช่วย confirm ด้วยครับผม จากนั้นส่งกระดาษให้คุณพี่เค้า 
พี่เค้าก็จะดูแลอย่างอบอุ่น (จริงๆ นะ พอเข้าใจละว่าทำไมคนเยอะ ถ้าอาหารอร่อย สะอาด คุณภาพดี 
พนักงานเอาใจใส่ ยังต้องการอะไรอีก?)
 
 
ตอนเช็คบิลคุณป้ามีเครื่องไฮเทคด้วย รูดปื้ดผ่านกองจานของเราก็รู้เลยว่ากี่ใบ เท่าไหร่ รวมๆ แล้ว
ราคาไม่แรง ออกมาก็เห็นแถวที่เข้าคิว พับแล้วพับอีกจนร้านอื่นงอล แสดงให้เห็นว่า
คนญี่ปุ่นชอบร้านนี้จริงๆครับ 
 
 
 
แต่ปกติรอไม่ไหวแฮะ คิวยาวมาก ส่วนตัวผมใช้วิธีไปรอตอนเปิดร้านครับ (ข้อดีของการนอนที่อิเคะอีกข้อนึง)
ร้านเปิด 11.00 - 23.00 จันทร์ถึงศุกร์ 
10.30 - 23.00 ในวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดครับ
http://www.katumidori.co.jp/ikebukuro.html

ห้างอื่นๆ ก็มีอีกเยอะแยะมากมายบริเวณสถานี แต่ถ้าอยากเดินตรงส่วนที่คนคึกคักก็ให้ไปออกทาง East เลย 
ข้างๆ ห้าง SEIBU นั่นแหละครับ จุดที่น่าสนใจใหญ่ๆ นะครับ

 
 
1. อันนี้ทางออกฝั่ง East หน้าตาแบบนี้ คึกคักดีจัง
 
 
2. มองไปฝั่งตรงข้ามจะเจอห้างขายสารพัดสิ่ง 24 ชม. ดองกี้โฮเต้ (ที่เป็นตัวเพนกวินมั้งนะ) 
ผมได้เป้สวยๆ ราคาถูกที่นี่ พวกอุปกรณ์จิปาถะตั้งแต่เครื่องเรือนยันเสื้อแฟนซีมีให้เลือกมากมาย 
ชั้นบนๆ ยังขายพวกแบรนด์เนม มือหนึ่งมือสอง แล้วก็นาฬิกาที่ราคาไม่แพงด้วยครับ

 
 
3.เลี้ยวไปทางซ้ายจะเห็นอาคารนกฮูกตรงสี่แยก น่าจะเป็นสถานีตำรวจ ถ้าข้ามถนนไปจะมี 
Bic Camera (แถวอิเคะมี 4-5 ที่) แถวนั้นจะมีร้านบุฟเฟท์เค้ก Sweet Paradise เราได้ไปกินครั้งนึง 
พาสต้าอร่อย เค้กหลากหลายดี มีเพื่อนเคยรีวิวไว้แล้วตามนี้นะครับ
http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2010/08/D9639761/D9639761.html
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=toytokyo&month=01-2011&date=31&group=4&gblog=40
 
 
 
ร้านจะอยู่บนตึกลองสังเกตป้ายดูครับ
ผมตักเค้กได้เละเทะมาก น่าอับอาย แต่มันอยากลองไปซะหมด ที่น่าสังเกตคือเด็กสาวๆ เต็มร้านเลย 
ถ้าใครชอบบรรยากาศเด็กสาวนักเรียนญี่ปุ่นล้อมรอบ ก็ขอแนะนำครับ เน้นว่าเด็กนักเรียนนะ

 
 
4.ดูตามแผนที่ถ้าเข้าไปตรงแยกนี้จะค่อนข้างคึกคัก มีอะไรหนุกๆ แยะ มักจะมีกิจกรรมนู่นนี่ 
 
 
ไม่รู้เค้าแต่งโปรโมทเรื่องอะไรแฮะ ไอ้เราไม่ค่อยได้ดูอนิเมะ แต่เห็นงี้ก็ต้องถ่ายซะหน่อย 
ใครชอบหนีบตุ๊กตาแถวนี้ก็มีให้เลือกหลายแนว ไปป๊ะกะท่านคุม่า Character ที่มีพลังทำลายล้างสูง 
(แค่ยกขา เด็กก็กรี๊ดดังลั่น) ตัวนุ่มจึงต้องทำการชาบูเสียหน่อย

 
 
เดินเข้าไปโซนตรงนี้คึกคักตลอด 
 
 
เลยไปอีกนิดก็มีห้างราคาย่อมเยาว์ Tokyu Hand  ผมมักจะได้ของฝากคุณแม่ที่ห้างนี้ครับ 
โซนการฝีมือของเค้าสนุกดี

5. เลย Tokyu Hand เข้าจะมีทางลงไปใต้ดิน  เดินไปที่ห้าง Sunshine City ได้ ซึ่งมี 
Namja Town , Aquarium เป็นจุดเด่น
ทางใต้ดินหน้าตาประมาณนี้ ทะลุเข้าห้างได้เลย ใครอยากเดินข้างบนก็ได้อยู่ครับ 
 
 
6.ตอนไป Namja Town ใน Sunshine City  นั้น ต้องเสียค่าผ่านประตู 300 เยน แต่ข้างใน
ไม่ได้มีอะไรหนุกหนานมากขนาดนั้น  มีที่ให้ถ่ายรูป กะสวนสนุกเล็กน้อย ความตั้งใจคือ
จะเข้าไปกินเกี๊ยวซ่าของโปรด เพราะด้านในมีอาณาจักรเกี๊ยวซ่าอยู่

 
 
มีเกี๊ยวซ่าให้เลือกหลากหลายชนิด ตกแต่งบรรยากาศแบบเก่าๆ ให้ซื้อตามซุ้มแล้วถือไปกิน
บริเวณรอบๆ ลองกินไป 4 แบบ อร่อยมั่งไม่อร่อยมั่ง อันที่ดูเหมือนขนมปังนี้น่ากินมาก 
แต่กินจริงมันเลี่ยนเหลือเกิน  สรุปว่าไม่ได้ประทับใจเท่าไหร่ครับ (ความเห็นส่วนตัวนะขอรับ)
 
 
อยากตัดความเลี่ยน พอดีเจอร้านไอติม มีสาวๆ ต่อคิวเพียบ เลยไปต่อมั้ง อันนี้โอเคแฮะ 
ไอติมอร่อย และดูเก๋ไก๋มาก ร้านชื่อ da Luciano ครับ
 
 
เราลองกินแบบโคนแยกออกเป็น 3 ลูก (หน้าตาฮามาก แต่กินสะดวก)
 
 
กับไอติมเรนโบว์ อร่อยทุกรส โดยเฉพาะสีดำที่เป็นรสงา อร่อยสุดๆ พอไปเจอไอติมรสงา
ที่ไหนคราวนี้สอยมันทุกที่เลย
 
 
ชั้นบนมี Aquarium สนุกดี เพลิดเพลินใจ มี highlight ตรงแมวน้ำว่ายไปตามท่อบนหัวเรา 
ว่ายสม่ำเสมอหยั่งก๊ะหุ่นเลย
 
 
ชั้นใต้ดินของ Sunshine City ตัวนุ่ม Recommended ว่าช้อปปิ้งแบบสาวๆ ได้มันส์เชียว
อีกจุดหนึ่งที่แนะนำคือร้านพายซึ่งตกแต่งน่ารัก น่านั่ง อยู่ชั้นบนๆ จำชั้นไม่ได้ครับขออภัย
สาวๆ เต็มเลย ชื่อร้าน La Maison
 
 
พายหน้าตาดี พายองุ่นอร่อยมั่กๆ 
 
 
เคยอ่านบทความที่ไหนซักแห่ง บอกว่าหนุ่มสาวญี่ปุ่นจะมีร้านนั่งแยกเพศกันชัดเจน เห็นท่าจะจริง 
ร้านขนมที่เราไปกิน ก็มักจะมีสาวๆ เต็มร้านเลย (เช่น Nana's Greentea หรือพวกร้านขนม
ที่ Daikanyama)  แล้วหนุ่มๆ เค้าไปนั่งร้านไรกันหว่า?

ฝั่งตรงข้ามมีตึก Animate สำหรับผู้ชื่นชอบอนิเมะ (คิดว่านะ ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้) ลองเดินเข้าไป
ก็หนุกดีครับ แต่ละชั้นมีของแต่งตัวสำหรับอนิเมะเรื่องต่างๆ เช่น ชั้นวิกผม ชั้นอาวุธ แต่ล่าสุด
เห็นติดป้ายว่าย้ายสาขาหลักไปตึกใกล้แถวนั้นแล้ว

 
 
 
ดีข้อที่ 6.ร้านสะดวกซื้อและตู้กดน้ำมากมายหลากหลาย ร้านอาหารที่เปิดดึกๆ มีเพียบ 

จากการเดินรอบโตเกียวมาเกือบเดือน เริ่มเดินแต่เช้าพอตกซักทุ่มนึงก็เริ่มเดี้ยง 
ส่วนใหญ่ก็จะลากสังขารกลับมาแถวที่พัก (ไอ้ที่มุ่งมั่นว่าจะเดินถึงเที่ยงคืนก็ทำเป็นลืม) 
เหตุการณ์ด้านล่างนี้เกิดขึ้นทุกคืน

 
ดังนั้นโรงแรมที่มีอาหารอร่อยอยู่รอบๆ สำคัญมากสำหรับผม เพราะมื้อเย็นมันต้องสุนทรี 
และเพื่อเพิ่มความมันส์ให้กับการนอนที่ญี่ปุ่น มันก็ต้องเข้าร้านสะดวกซื้อหาข้าวปั้น 
และกดตู้น้ำแบบแปลกๆ มากินสิ

 
 
เมื่อดูรอบๆ ซากุระก็จัดว่าเป็นชัยภูมิที่ไม่เลวเลย แต่ต้องไปให้ถูกโซน 
ตอนไปครั้งแรกเดินมั่วซั่ว ไม่เจอของกินดีๆ ได้กินร้านหยอดเหรียญที่ไม่อร่อยเท่าไหร่ 
(นานๆ จะเจอของไม่อร่อยในโตเกียวซะที)

1.เริ่มจากอาหารเบาๆ ก่อน ถ้าใครอยากได้พวกของว่าง กาแฟ แซนวิช 
แนะนำร้าน Moriva Coffee ตรงสี่แยกนะครับ รสชาติกาแฟใช้ได้ บรรยากาศดี 
ผมไปติดใจโดนัทประหลาดๆ อันนึงชื่อ Morido อยู่ในซองพลาสติก
วางขายแถวๆ หน้า counter ตอนแรกคิดว่ากินพวกแซนวิชสดๆ น่าจะอร่อยกว่า
แบบบรรจุซอง แต่หน้าตามันน่าโดน ปรากฎว่าแป้งนุ่ม มีไส้คล้ายๆ ชีส หวานๆ เค็มๆ เปรี้ยวๆ 
อร่อยชะมัด ใครผ่านไปลองดูนะครับ
 
 
อีกอย่างนึงที่อยากไปกินร้านนี้คือ ครั้งแรกเจอสามสาวพนักงานน่ารักทั้ง 3 คนเลย แม่เจ้า! 
แต่ไปอีกวันเจอลุง 2 ป้า 1 เลยเก็บไว้เป็น project เล็กๆ ในการไปลุ้นแต่ละครั้ง ก็ตื่นเต้นดีนะครับ

2. แถวๆ นี้มีโซนที่ผมชอบให้ตัวนุ่มไปถ่ายรูป เป็นมุมที่สวยดีนะผมว่า ตรงถนนสายนี้
จะมีปาจิงโกะ และร้านสะดวกซื้อเรียงรายอยู่หลายร้านมาก 

 
 
ผมจำไม่ได้ว่ากดน้ำ dragonball จากโซนไหน แต่ว่าอยู่ใน Ikebukuro เนี่ยแหละ 
ก็อร่อยดีนะผมชอบ กินแล้วหัวตั้งเลย
 
 
ส่วนเจ้าข้าวปั้นทั้งหลาย ขวัญใจชาวคอมบินี ผมใช้เทคนิคจากท่านนึงใน Pantip นี่แหละ
ใช้ได้ผลดีมาก (ขออภัยไม่ได้อ้างอิงนะครับ ผมหากระทู้ไม่เจอ) เลือกอันที่แครอลรี่เยอะๆ
จะได้ไส้ที่แสนอร่อย ไม่ต้องเจอไส้ผักเซ็งเป็ด ผมใช้เทคนิคนี้ก็เลยได้กิน
กุ้งมายองเนสกะแซลมอน โอยอร่อยเชียว ผมไปติดใจข้างปั้นแบบแท่งด้วยครับ 
ไส้มันจะสม่ำเสมอและกินง่ายไม่เลอะเทอะ แต่อาจจะทำให้ขาดอรรถรสแบบ
ข้าวปั้น traditional ไปเท่านั้นเอง เครื่องดื่มที่ถ่ายมานี้ก็รสชาติดีครับ มีแอลกอฮอล์นิดหน่อย
ให้ได้หนุกหนาน
 
 
3. มาถึงมื้อหนักกันบ้าง ดูตามแผนที่เดินเข้าไปโซนนี้มีร้านอาหารเพียบเลยครับ ครั้งแรกที่มา
ไม่กล้าเดิน เพราะพี่ผู้ชายใส่สูทจะยึดที่หัวมุมถนนโดยรอบไว้ เรามันก็พวกใสๆ 
เลยต้องไปเดินโซนอื่น ไม่ค่อยเจอร้านอาหารถูกใจ แต่เอาเข้าจริงๆ พอเดินไป
เค้าไม่ค่อยสนพวกเราเท่าไหร่หรอกครับ ไปเดินข้าวสารยังน่ากลัวกว่า ถ้าเดินจากโรงแรม
ก็เข้าซอยข้าง Moriva เลยครับ หรือถ้ามาจากสถานีก็เดินไปใกล้ๆ Matsumoto ครับ 

 
 
จริงๆ เข้าซอยไหนก็ได้แหละ มันเดินทะลุถึงกันหมด มีอาหารญี่ปุ่นทุกชนิดและครับ
เลือกเอาเลย ผมชอบข้าวหน้าเนื้อร้านChikara Meshi มากครับ เนื้อนุ่ม หอมหวล 
มีแบบใส่ไข่ดิบด้วย ราคาก็ไม่แพง เห็นหลายที่เหมือนกัน น่าจะเป็นร้าน chain นะครับ
 
 
ให้ดูรูปข้าวหน้าเนื้อของผม โอ้สท์ ลืมบอกไปร้านนี้เป็นแบบตู้หยอดเหรียญนะครับ
 
 
โซนนี้จะมีลานกว้างๆ ถ้ายังไม่ดึกมากจะไม่ค่อยมีชายชุดสูท ถ่ายรูปสวยดีครับตรงนี้ 
ตรงหัวมุมนั่นมีร้านเครปที่ผมชอบมากอยู่ร้านนึงครับ
 
 
แป้งนุ่มมากๆ หอมอร่อย ผมเลือกแบบอันจัดเต็มจะมีเกาลัด กะไอติมชาเขียว 
กินแล้วฟินมากมาย

 
 
เสร็จกิจกรรมกิน ก็หาอะไรเล่นเพลินๆ ได้ครับ มีตู้ตุ๊กตาให้เล่นหลายร้านอยู่ 
ได้คุณคุม่ามาเชยชม
 
 
ดีข้อที่ 7.ราคาไม่แรง

อย่างที่บอกข้างบนครับ ผมไปช่วงกรกฎาคม 56 จองกับ booking ได้ราคาถูกมั่ก 
และไปอีกครั้งตอนกันยายน 56 โดยจองจากที่เดิมแต่แพงขึ้นมาหน่อย 
อันนี้ไม่ทราบเหตุผลแฮะ แต่ดูจากสิ่งที่กล่าวมาหลายข้อ ผมยังคง happy กับโรงแรมนี้อยู่ดี
 
 
 
ราคา 6 คืนนะตอนนั้น 13,370 สำหรับห้อง double ก็ตกคืนละ 2230 บาทเท่านั้นเอง 
อาจจะเป็นเพราะจองเร็ว และเป็น low season ยังไงลองหาหลายๆ web ดูนะครับ

ดีข้อที่ 8. ฝากกระเป๋าได้

ตามธรรมเนียมส่วนใหญ่ก็จะฝากกระเป๋าได้ก่อนหรือหลังเช็คอินทั้งวัน สังเกตเห็นที่ Sakura ติดป้ายว่าจะเคลียกระเป๋าใน 7 วัน  เพราะมีห้องที่เก็บกระเป๋าเป็นสัดส่วนอยู่ แต่ไม่ได้มีคนเช็ค คนเฝ้า ไม่รับผิดชอบของหาย ถ้าใครฝากของที่ไม่ได้มีค่ามาก หรือล็อคไว้อย่างดี ก็จัดว่าเป็นทางเลือกที่ดีครับ ผมเองยังไม่เคยฝากหลายวันเหมือนกัน ตอนอยู่ที่ Non Smoker Hotel กะจะขอฝากกระเป๋าตอนไปเที่ยวออนเซ็นซักวันสองวันก็แห้ว  แต่ตอนที่ฝากในช่วงวันที่พัก เค้าก็ดูแลกระเป๋าเราอย่างดีเช่นกัน

ดีข้อที่ 9. ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ด้านล่าง เปิด 24 ชม. 

ถ้าใครเที่ยวดึกก็ไม่ต้องกังวลครับ มีของกินรองรับและไม่เปลี่ยว ร้านข้างล่างของซากุระนี้มีคนนั่งตลอด อาหารมีให้เลือกหลากหลาย เครื่องดื่มก็ดูเก๋ แต่ผมไม่ได้สนใจตรงนี้นัก เพราะหลับตั้งแต่สี่ทุ่มแล้ว
 
 
นอนที่นี่ไม่ดีตรงไหน?

1.ห้องขนาดเล็ก ห้องน้ำเล็ก

นั่นแหละครับ ถ้าเคยไปโตเกียวแล้วก็คงไม่แปลกใจ แต่ถ้าไปครั้งแรกก็เตรียมใจกันนิสนึงนะครับ ผมเตะอ่างไปหลายรอบมาก ก็เพราะตัวมันแน่นเต็มห้องนี่นะ!

2.หมอนแบนแต๊ด

คนที่มีปัญหานอนหมอนค่อนข้างสูง ควรเตรียมอะไรไปช่วยหนุนครับ ไม่งั้นนอนไม่หลับแหงๆ

3.แหล่งเที่ยวกลางคืนและอบายมุขอยู่แถวๆ นี้แยะ 

อันนี้บางคนอาจจะเป็นข้อดี แต่นักท่องเที่ยวใสๆ อย่างเรา เวลาเดินตอนกลางคืนมันก็ดูหวั่นๆ เล็กน้อย ที่มีชายใส่สูทยืนอยู่ริมถนนตลอดทาง ถึงแม้ว่าเอาเข้าจริงๆ พวกเขาไม่ค่อยยุ่มย่ามกะนักท่องเที่ยวนักหรอก แต่จะเดินเล่นชิวๆ ก็แอบไม่สะดวกใจอยู่บ้างนะ

4.สถานีอิเคะช่างวุ่นวาย

การเดินในสถานีอิเคะบุคุโระในวันที่พร้อมเที่ยว มันก็รู้สึกคึกคักดี แต่ไอวันที่ไม่พร้อมก็เซ็งๆ อยู่ครับ คนมันเต็มไปหมด เดินแล้วเวียนหัวชะมัด วันหลังๆ ผมพยายามเดินข้างบนมากกว่าครับ อากาศสดชื่น

5. ไม่มีอาหารเช้าฟรีจ้า

อันนี้สำหรับผมเป็นข้อดี ผมอยากไปลองกินอะไรนู่นนี่สนุกสนาน และโรงแรมจะได้ไม่ต้องบวกค่าอาหารเช้าเข้าไปด้วย แต่สำหรับบางท่านอาจจะชอบอาหารเช้าแบบไม่ต้องไปหาก็จัดเป็นข้อเสียไปนะครับ ที่ซากุระก็มีอาหารเช้าง่ายๆ เป็นซุปกับขนมปังในราคา 320 เยน ส่วนตัวแล้วผมชอบเดินไปกิน Moriva Coffee นะครับ 

6. ระบบแอร์งงๆ และรีโมทเป็นภาษาญี่ปุ่น

คราวที่แล้วโชคดีได้กระทู้ของติวเตอร์ตู่ช่วยไว้ เลยพอถูไถรีโมทได้อยู่ แต่ก็ยังไม่วายเจอปัญหาแอร์ตัด ไม่รู้ว่าเป็นนโยบายประหยัดพลังงานแห่งชาติอาทิตย์อุทัยรึเปล่า แอร์จะเปิดซักพักแล้วดับเอง แล้วค่อยทำงานใหม่ อีตอนหยุดทำงานเนี่ยก็ไม่ใช่แป๊ปๆ เรียกว่ากะลังเคลิ้มๆ เดี๋ยวมันก็ตัดอีกละ อยู่ในผ้าห่มมันก็ร้อนไป จะออกมาข้างนอกก็หนาว หลับไม่เต็มตื่น ผมเลยต้องตั้งอุณหภูมิไว้ต่ำหน่อยจะได้ไม่ต้องตัด ต้องขออภัยด้วยนะครับท่านอาเบะที่ไม่อาจเข้าร่วมนโยบายประหยัดพลังงานด้วย

 
 
 
มีอยู่ 2 อันหาไม่เจอจริงๆ ว่าแปลว่าไง ใครทราบช่วยบอกทีนะครับ
อยากไปเที่ยว นอน กิน ที่ IKEBUKURO กันมั่งมั๊ยครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยคร้าบบบ
 

Comment

Comment:

Tweet

ดูรูปถ่ายเหมือนได้ไปเที่ยวด้วยเลย
แต่ไม่ได้กินด้วยเท่านั้นเอง เสียดาย

#7 By Jiseino on 2014-08-02 17:35

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#5 By panpun on 2014-03-29 11:36

Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By sheepisland on 2014-03-11 22:51

อยากไปด้วยยยยย....
น่าเที่ยวมากอะ Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By Boymang*~ on 2014-03-05 18:31

อ่านไม่จบแต่อยากแสดงความเห็น..อิอิ
น่าสนุกเน๊าะ ขอให้เที่ยวให้สนุก Hot! Hot! Hot!

#2 By yo on 2014-02-23 15:38

น่าเที่ยวสุดสุด
( Hot! Hot! )

#1 By Nirankas on 2014-02-22 21:39